แคร์-ฉัตรฑริกา เพราะจังหวะ โอกาส เส้นทางมิสไทยแลนด์เวิลด์ สู่เส้นทางละคร ผู้กำกับ อ๊อฟ-พงพัฒน์ พร้อมดันเต็มที่

Date:  22/07/2016   |   View:  936

             

               จากรองอันดับ 2 มิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 2014 สู่เส้นทางละคร 3 เรื่องรวด กับอีก 1 ภาพยนตร์สัญชาติเมียนมาร์ ชื่อของเธอ แคร์-ฉัตรฑริกา สิทธิพรม อาจฟังดูไม่คุ้นหูมากนัก แต่เมื่อละคร “นาคี” โดยผู้กำกับ อ๊อฟ-พงพัฒน์ วชิรบรรจง ออกอากาศ ชื่อของเธอจะต้องครองใจใครหลายคน

               เรามีโอกาสได้พูดคุยบรรยากาศสบายๆ กับน้องแคร์ ในห้องประชุมกระจกเล็กๆ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะที่สดใส การพูดจาที่ดูฉะฉาน น่าฟัง ไม่แปลกใจเลยทำไมผู้จัดถึงยื่นบทละครให้เธออย่างต่อเนื่อง

ที่มาที่ไป ก่อนจะได้ละคร

               “เริ่มแรกเลย แคร์มีโอกาสได้เป็นพิธีกรงานประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ รอบคัดเลือก 30 คนสุดท้าย ซึ่งรอบนั้นจะมีผู้จัดละครจากหลายค่าย มาเป็นกรรมการตัดสิน จากตรงนั้นทำให้ได้มีโอกาสไปแคสติ้งละครหลายค่าย แต่ด้วยช่วงนั้นแคร์กำลังเรียนปี 4 คือกำลังใกล้จบพอดี เลยเครียดเหมือนกัน เพราะมีผู้จัดมอบโอกาสให้แคร์สองคน รวมเป็นละคร 2 เรื่อง ซึ่งก็ต้องกราบขอบคุณตรงนี้ด้วย และในที่สุดก็ตัดสินใจรับ 1 เรื่องค่ะ คือเรื่องนาคีของผู้จัด พี่แดง ธัญญา เพราะไม่งั้นคิวมันตรงกับการไปเรียน ทำให้ต้องดร็อปเรียน แล้วจะจบช้าค่ะ”

นาคี ประเดิมเรื่องแรกเป็นตัวร้าย

            “ละครนาคี เรื่องแรกก็เป็นตัวร้ายเลย แคร์รับบทเป็น พิมพ์พร โดยอดีตชาติคือพระธิดาพิมพาวดี ภพปัจจุบันเราเป็นเพื่อนพระเอก เรียนด้วยกัน แล้วเราก็หลงรักพระเอก พระเอกคือพี่เคน-ภูภูมิ แต่อยู่มาวันหนึ่ง มีเหตุให้ต้องไปทัศนศึกษาในที่ๆ หนึ่งด้วยกัน โดยทุกคนที่ไปทัศนศึกษา มีอดีตชาติที่ทำร่วมกันมาก่อน และพี่แต้วนางเอก ซึ่งรับบทเป็นสาวบ้านป่าก็เข้ามา เหมือนมาแย่งความรักเราไป เกิดเป็นความแค้น ประมาณว่าฉันรักของฉันอยู่ แล้วเธอเป็นใครมาแย่งคนรักของฉัน จึงเกิดเป็นเรื่องราวต่างๆ ค่ะ”

การร่วมงานกับผู้กำกับ อ๊อฟ-พงพัฒน์

               “ตอนแรกทั้งเกร็ง ทั้งเครียด ทั้งกลัว และมองว่าพี่อ๊อฟดูดุ แต่พอได้มาทำงานด้วยกันคือมันแฮปปี้มาก และพอเพื่อนหรือใครรู้ว่าได้มาทำงานกับพี่อ๊อฟ ทุกคนบอกเฮ้ยดีจัง ดีใจด้วย เรื่องแรกก็ได้เจอสุดยอดผู้กำกับ ซึ่งในกองพี่อ๊อฟจะสอนเยอะมาก และไม่ได้สอนแค่เรื่องการแสดง เค้าสอนแทบจะทุกอย่างที่เค้าอยากพูด การใช้ชีวิต การวางตัว การเลือกคู่ครอง ประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา และที่สำคัญพี่อ๊อฟเป็นคนรักครอบครัวมาก ซึ่งแน่นอนมันเหลือเฟือเผื่อแพร่มาถึงเรา และนักแสดงคนอื่นๆ ในกองด้วย”

ความผูกพันธ์ 8 เดือน กิน นอน ค้างคืน

               “เรื่องนาคีใช้เวลาถ่ายทำนานกว่า 8 เดือน และโลเกชั่นส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด เดินทางไปหลายจังหวัดเหมือนกัน ปากช่อง อุทัยธานี กาญจนบุรี บุรีรัมย์ ซึ่งนักแสดงจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มผู้ใหญ่ อย่างพี่อู๋-ธนากร พี่ปุ๊-มนตรี พี่ต๊อก-ศุภกรณ์ ส่วนนักแสดงกลุ่มเด็ก นอกจากพี่เคน-ภูภูมิ กับพี่แต้ว ก็จะเป็นนักแสดงหน้าใหม่เกือบทั้งหมด โดยตัวแสดงที่แคร์เล่น จะต้องเข้ากับทุกคน เยอะมากๆ แคร์เลยสนิททั้งกอง เพราะทุกคนน่ารักกับแคร์มากๆ ให้คำแนะนำ ช่วยต่อบทนู้นนี่ และอย่างโลเกชั่นเราอยู่ต่างจังหวัด ต้องไปค้างคืน กิน นอนอยู่ด้วยกัน มันก็เลยเกิดเป็นความผูกพันธ์ คือถ้าวันไหนตื่นนอนมาและไม่ได้มากอง จะรู้สึกแปลกๆ อยากมากองมากกกกก (หัวเราะ) ไม่มีถ่าย มานั่งดูคนอื่นหน้ามอนิเตอร์ก็ได้ค่ะ”

1 ภาพยนตร์โกอินเตอร์เมียนมาร์

               “แคร์มีงานภาพยนต์ที่จะออกฉายที่ประเทศเมียนมาร์ เรื่องทีทีแอนด์โดนัท เป็นแนวแอคชั่นโรแมนติก เนื้อเรื่องประมาณว่าพระเอกเป็นคนเมียนมาร์ มาเที่ยวเมืองไทย จนได้เจอนางเอกคือแคร์ แล้วมีเหตุให้มารักกัน แต่ก็มีเรื่องราวอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งพระเอกที่ได้ร่วมงานกันคือซุปเปอร์สตาร์ของที่นู้น ชื่อ “ปีตีอู” การทำงานสนุกดีค่ะ บทไม่ยากมาก ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การทำงานครั้งแรก เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายก่อนได้ละครค่ะ แต่ยังไม่ออกฉาย ยังไงฝากติดตามด้วยนะคะ เผื่อคนไทยคนไหนมีโอกาสได้ดู”

ละครเรือนร้อยเล่ห์ ร้ายจริงจัง ร้ายลึก ร้ายมาก ร้ายๆๆ

               “เรือนร้อยเล่ห์ เพิ่มเริ่มถ่ายไปได้ไม่นาน เล่นร้ายอีกแล้ว แต่เป็นร้ายจริงจังร้ายลึกร้ายมาก รับบท “แม่นวล” วันแรกที่ถ่ายคือแทบเป็นไพโบล่า เดี๋ยวโกรธ  เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้องไห้ หลายอารมณ์ หลายบุคลิก ในกองเรื่องนี้เครียดเลยค่ะ นอนไม่หลับ เพราะบทมันหนัก แต่พี่ผู้กำกับก็ช่วยเยอะ เพราะเค้าก็อยากให้เราเข้าถึงบท ถือเป็นความท้าทายสำหรับแคร์มากๆ ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะมาเล่าให้ฟังอีกทีค่ะ ส่วนอีกเรื่องเสน่ห์นางงิ้ว เพิ่งได้รับข่าวดีว่าได้เล่น แต่บทและรายละเอียดอื่นๆ ยังไม่ทราบเลยค่ะ”

ฝากถึงผู้เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ ที่อยากเดินสายเส้นทางบันเทิง

               “การประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์เป็นการเปิดโอกาสให้กับเรา ที่แคร์มาได้ละครเริ่มแรกก็เพราะแคร์มาประกวดฯ แต่ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส เพราะทางกองประกวดฯ มีโอกาสให้กับทุกคน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่ตัวเราด้วย ถ้ามันยังไม่ได้เราก็อย่าท้อ เอาเวลามาเตรียมตัวฝึกฝน หาสิ่งที่ตัวเราถนัด เพื่อรอโอกาส และเมื่อมีโอกาส หรือได้โอกาส แคร์อยากให้ทำให้เต็มที่ เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลยยิ่งดี เพราะโอกาสไม่ได้มาง่ายๆ หรืออาจมาเพียงครั้งเดียวค่ะ”